source of korat insight

Tag archive

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รมว.เกษตรฯ เตรียมลงพื้นที่โคราช ติดตามความคืบหน้าตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

in Uncategorized by

รมว.เกษตรฯ เตรียมลงพื้นที่นครราชสีมา ติดตามความคืบหน้าตามดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

ความเคลื่อนไหวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานพิธีกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดี เพื่อน้อมถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเวลา 07.55 น. ร่วมกับผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริเวณหน้าอาคาร 1 กระทรวงเกษตร

จากนั้นในช่วงบ่าย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา

กระทรวงเกษตรฯ นำหน่วยงานในสังกัดประกอบพิธีถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา

in Uncategorized by

fon1-1

กระทรวงเกษตรฯ นำหน่วยงานในสังกัดประกอบพิธีถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา
                  เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2559 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ร่วมประกอบพิธีถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ บริเวณท่าอากาศยานนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
                  พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นแนวทางที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเปลี่ยนความโทมนัสให้เป็นพลัง เพราะเป็นที่ประจักษ์อยู่ว่า ประชาชนทั่วทุกพื้นที่ ต่างรู้สึกเศร้าโศกกับการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นอย่างยิ่ง จึงขอดำเนินกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล และสานต่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาท โดยนำโครงการฝนหลวงมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรเพื่อให้เกิดประโยชน์สมดังปณิธานของพระองค์
               ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเดือดร้อนที่เกี่ยวกับน้ำของราษฎรทั่วทุกภูมิภาค จึงได้พระราชทานแนวพระราชดำริจนก่อให้เกิดเป็นโครงการฝนหลวง ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี พ.ศ.2498 ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีปริมาณน้อย ข้อมูล ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2559 พบว่า เขื่อนลำตะคองมีปริมาณน้ำใช้การได้ 24 % และเขื่อนลำพระเพลิง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 36 % ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคอย่างต่อเนื่อง
fon2-1

“กระทรวงเกษตรฯ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง โดยในปีนี้ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรออกปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากภัยแล้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวนกว่า 4,300 เที่ยวบิน พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินการเติมน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตลอดลุ่มรับน้ำครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยกรมฝนหลวงฯ ได้ปรับแผนให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินการเพิ่มเครื่องบินกาซ่า อีกจำนวน 2 เครื่อง โดยมีเครื่องบินรวมทั้งหมด 5เครื่อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวงเติมปริมาณน้ำให้เขื่อนลำพระเพลิง และเขื่อนลำตะคอง ทั้งนี้ ข้าราชการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้มุ่งมั่นทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และจะสานต่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ในการนำโครงการฝนหลวงมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรต่อไป” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว

สำหรับกิจกรรมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วย การนำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ตลอดจนประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวคำถวายความอาลัย จากนั้นทำพิธีไถ่ชีวิตโคกระบือ ชมนิทรรศการฝนหลวง รวมทั้งภาพถ่ายที่เกี่ยวกับพระองค์ท่าน การตรวจแถวเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง และปล่อยเครื่องบินขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งหน่วยงานในสังกัด จะได้ดำเนินกิจกรรมในลักษณะอย่างนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ที่มา : https://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=19152&filename=

ปลัดเกษตรฯ ไทย – ญี่ปุ่น ร่วมเปิดประชุม The First Meeting of the Japan – Thailand High-Level Cooperation Dialogue on Agricultural and Food Industries ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ

in Uncategorized by
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ปลัดเกษตรฯ ไทย – ญี่ปุ่น ร่วมเปิดประชุม The First Meeting of the Japan – Thailand High-Level Cooperation Dialogue on Agricultural and Food Industries เพื่อหารือประเด็นด้านนโยบายการเกษตรและประเด็นริเริ่มใหม่ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตร และเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (13 ตุลาคม 2559) เวลา 09.30 น. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือความร่วมมือระดับสูงระหว่างไทยและญี่ปุ่น ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ครั้งที่ 1 (The First Meeting of the Japan – Thailand High-Level Cooperation Dialogue on Agricultural and Food Industries) ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ เพื่อหารือด้านนโยบายการเกษตรและประเด็นริเริ่มใหม่ และผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างทั้งสองประเทศ โดยมี นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฝ่ายไทย และ นายฮิโระมิจิ มะสึชิมะ ปลัดกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (Mr. Hiromichi MATSUSHIMA, Vice Minister, Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries) เป็นประธานฝ่ายญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย ผู้แทนญี่ปุ่น ผู้แทนไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 100 คน

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมหารือความร่วมมือระดับสูงในครั้งนี้ เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดและผลักดันการดำเนินความร่วมมือให้มีผลเป็นรูปธรรมภายใต้กรอบบันทึกแสดงเจตจำนง (Memorandum of Intent: MOI) ว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ตามที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งรัดจัดทำเอกสารความร่วมมือดังกล่าว โดยกรอบบันทึกแสดงเจตจำนง (MOI) เป็นกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA)
โดยการประชุมหารือความร่วมมือระดับสูงระหว่างไทยและญี่ปุ่น ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ครั้งที่ 1 ประกอบด้วย 2ส่วน คือ 1.การประชุมหารือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในช่วงเช้า โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น เป็นประธานร่วม โดยจะหารือในประเด็นด้านนโยบาย ประเด็นริเริ่มใหม่ รวมถึงประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องการเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้กรอบ ดังนี้ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและสัตว์ ความร่วมมือด้านการชลประทาน การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตรและอาหาร และการสนับสนุนเทคโนโลยีการแปรรูปยางพารา นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ของไทย จะเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น ร่วมกันจัดทำ MOU การแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายระหว่างไทย – ญี่ปุ่น (MOU-IUU) อีกด้วย
2. การประชุมหารือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในช่วงบ่าย โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท มาเยคาว่า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นประธานร่วมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยจะเป็นการนำเสนอด้านนโยบายของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เช่น สถานการณ์ด้านการเกษตรและอาหารของไทย รวมถึงแผนพัฒนาการเกษตรฯ ฉบับที่ 12 นโยบาย World Food Valley นโยบาย Thailand 4.0 และการลงทุนใน Food Clusterความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) และการพัฒนาทางการเกษตรแบบสมัยใหม่ เป็นต้น
ทั้งนี้ การประชุมหารือความร่วมมือฯ ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ในการเร่งรัดและผลักดันการดำเนินความร่วมมือให้มีผลเป็นรูปธรรมภายใต้กรอบบันทึกแสดงเจตจำนง (MOI) และเป็นโอกาสให้ประเทศไทยสามารถผลักดันประเด็นด้านนโยบาย ประเด็นริเริ่มใหม่ และประเด็นที่ไม่สามารถตกลงกันได้ในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ JTEPA นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น จะได้มีโอกาสหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นในด้านนโยบายร่วมกัน รวมถึงข้อมูลด้านกฎหมาย กฎระเบียบด้านการเกษตรและอาหารที่ทั้งสองฝ่ายจะใช้บังคับ ซึ่งทำให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนสามารถเตรียมความพร้อมรองรับได้ทันสถานการณ์ ตลอดทั้งขยายความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหาร และเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน
        “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายในการพัฒนาภาคการเกษตรจากการเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นการเกษตรที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลไทย รวมทั้งมีนโยบายลดต้นทุนการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร การทำเกษตรอินทรีย์ และการทำการเกษตรแบบยั่งยืน ซึ่งนโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายที่ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้แลกเปลี่ยน และร่วมกันผลักดันประเด็นความร่วมมือ ด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร รวมทั้งความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นประโยชน์ของเกษตรกร และภาคการเกษตรของทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ” นายธีรภัทร กล่าว
ที่มา : https://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=19144&filename=

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ จับมือเอกชน จัดแถลงข่าวงาน “วันไข่โลก 2016” ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2559

in Uncategorized by

322

 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานการแถลงข่าวการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคไข่ไก่ประจำปี 2559 ” งานวันไข่โลก” ระหว่างวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2559 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิตลานกิจกรรม ชั้น 3 โซน FILL FIT ว่า คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ได้มีมติเห็นชอบ มอบหมายให้สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่เป็นแกนนำดำเนินโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กำหนดจัดงาน “ไข่โลก” ครั้งที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้คุณค่าทางอาหารที่สำคัญจากไข่ไก่ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริโภคไข่ไก่ สามารถกินได้ทุกวัน และทุกวัย โดยมีผลงานวิจัยขจัดข้อสงสัยในเรื่องคอเลสเตอรอล ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ตามวัน เวลา และสถานที่ข้างต้น

        ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ได้กำหนดยุทธศาสตร์ไก่ไข่ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2557 – 2561 วิสัยทัศน์ เพื่อเพิ่มอุตสาหกรรมไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยมาตรฐานไข่ไก่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญการรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่จาก 200 ฟอง/คน/ปี ในปี 2555 เป็น 300 ฟอง/คน/ปี ภายในปี 2561 ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มการบริโภคและส่งเสริมการแปรรูปไข่ไก่ จึงมีมติเห็นชอบสนับสนุนให้ดำเนินกิจกรรมรณรงค์บริโภคไข่ไก่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่ (กรมปศุสัตว์) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 จากงบประมาณของภาครัฐเริ่มต้น 2 ล้านบาท ซึ่งปีต่อมามีผู้ประกอบการภาคเอกชนในส่วนการผลิตพันธุ์สัตว์เกษตรกร ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้จัดจำหน่าย และสมาคมด้านปศุสัตว์ องค์กรวิชาชีพ เห็นความสำคัญของประโยชน์ในการบริโภคไข่ไก่และคิดตอบแทนสังคม Corporate Social Responsibility (CSR) ให้กับประชาชน ได้จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคไข่ไก่ และ เริ่มจัดงานวันไข่โลก 2014 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 เป็นต้นมา
          ด้านนายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานการจัดงานและประธานคณะกรรมการโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมต่าง ๆ ในงาน “วันไข่โลก 2016” ครั้งที่ 3 นั้น ประกอบด้วย การประกวด Mr. & Miss Strong Egg Ambassador 2016 การประกวด Egg Teen Talent Cover Dance Contest 2016 ส่วนในต่างจังหวัดอีก 43 แห่ง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานรวมประมาณ 100,000 คน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. จะเป็นวันที่คนไทย 100,000 คน ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์กินไข่ต้ม 100,000 ฟอง ภายในเวลา 3 นาที ให้หมดพร้อมกันทั่วทั้งประเทศ นอกจากนี้ หอการค้าจังหวัดและมหาวิทยาลัยราชภัฎต่าง ๆ ที่ร่วมจัดงานยังได้สร้างกิจกรรมมากมายให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับความรู้ พร้อมทั้งสนุกสนานไปกับงานวันไข่โลก อาทิ แข่งกินไข่ต้มพิชิตตำแหน่ง “สุดยอดจอมพลังกินไข่” ชิงเงินรางวัล โดยทุกรางวัลจะได้รับไข่ไก่เพิ่มวันละ 300 ฟอง รวมทั้ง มีการแข่งทำสุดยอดไข่ออนเซน สาธิตเมนูไข่โดยเชฟชื่อดัง เช่น เชฟจากเลอกาดรองเบลอ กิน-แจกไข่ฟรี และซื้อไข่ในราคาพิเศษอีกด้วย

 

ที่มา : https://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=19142

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงฯ ปรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือภาคใต้

in Uncategorized by

ai5fdgfajjadkeai9ia5i

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงฯ ปรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือภาคใต้

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญของภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมายังคงมีปริมาณน้อย เนื่องจากขณะนี้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกได้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และเกิดไฟไหม้พื้นที่ป่าพรุควนเคร็งในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งสถานการณ์น้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาในพื้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ในระดับวิกฤต รวมทั้งเขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 25%เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีปริมาณน้ำใช้การได้ 25% และเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา มีปริมาณน้ำใช้การได้ 10% จึงได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวงและบริหารการใช้เครื่องบินในช่วงกลางเดือนตุลาคมให้มีความเหมาะสม โดยเน้นการเติมน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำในภาคใต้ครอบคลุมทั้งภูมิภาค

         พลเอก ฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มีการปรับฐานเติมสารฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อปฏิบัติการฝนหลวง โดยช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนหลักในพื้นที่รับผิดชอบ โดยมีเครื่องบินชนิด คาราแวน จำนวน 2 เครื่อง มาสนับสนุนเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม เป็นต้นไป
         นอกจากนี้ ยังคงหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหินและหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสงขลา เพื่อเร่งแก้ปัญหาน้ำประปาขาดแคลนในพื้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยการเพิ่มปริมาณแหล่งน้ำดิบและน้ำในพื้นที่การเกษตร การสร้างความชุ่มชื้นและดับไฟพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง รวมทั้งเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา เขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยมีเครื่องบินชนิดคาราแวน จำนวน 3 เครื่อง ที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน และเครื่องบินชนิด บีที 67 จากกองทัพอากาศเข้ามาร่วมสนับสนุนอีก 1 เครื่อง ที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสงขลา
          อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังคงปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ฝนทิ้งช่วงและเติมน้ำในเขื่อนสำคัญของประเทศโดยไม่ให้กระทบกับพื้นที่เสี่ยงการเกิดอุทกภัยอย่างแน่นอน
ที่มา : https://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=19131&filename=

รัฐมนตรีเกษตรฯ มั่นใจสามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นตามแนวคันกั้นได้

in Uncategorized by
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รัฐมนตรีเกษตรฯ มั่นใจสามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันหรือควบคุมการระบายน้ำไม่ให้น้ำล้นตามแนวคันกั้นได้ พร้อมเร่งเสนอ ครม. ถึงมาตรการช่วยเหลือภายในวันอังคารนี้
          พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การบริหารจัดการน้ำที่อยู่ในเขตชลประทานทั้งหมดสามารถควบคุมได้ ซึ่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เขื่อนชัยนาท ทั้ง 2 ด้าน มีคันกั้นน้ำที่สามารถป้องกันหรือควบคุมการระบายน้ำไม่ให้น้ำล้นตามแนวคันกั้นได้ ส่วนพื้นที่ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถือว่าอยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ก็จะเป็นปกติที่น้ำจะล้นเขาไปท่วมบ้าง โดยขณะนี้ได้มีการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ประมาณ 2,200 – 2,300 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจากเดิมที่เคยควบคุมไว้ไม่มากนัก หากสถานการณ์ต่อจากนี้ไปอยู่ในเกณฑ์ดีก็จะมีการปรับลดการระบายน้ำลง จึงขอให้มั่นใจว่าน้ำจะไม่เอ่อล้นคันกั้นน้ำออกมาอย่างแน่นอน และน้ำส่วนใหญ่จะเร่งระบายลงสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 พลเอก ฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า การระบายน้ำจากเขื่อนป่าสัก ได้มีประมาณการไปอีก 7 วันข้างหน้า ถึงปริมาณน้ำเข้าและออก ซึ่งอาจจะมีผลมาถึงแม่น้ำที่อยู่เชื่อมโยงมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ แต่อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานยังยืนยันว่าอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถควบคุมได้ โดยมีจุดที่ต้องคอยกำกับดูแลมากที่สุด คือ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะนี้สามารถระบายน้ำอยู่ที่ 2,100 ลบ.ม/วินาที หากจะทำให้ท่วมกรุงเทพได้นั้น พื้นที่ที่ อ.บางไทร ต้องมีปริมาณน้ำสูงถึง 3,500 ลบ.ม./วินาที และถึงแม้ว่าจะปล่อยน้ำจากเขื่อนป่าสักลงมาด้วยก็จะไม่มากไปกว่า 2,200 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ ได้มีการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมอุตุนิยมวิทยา หากสัปดาห์หน้าปริมาณฝนตกน้อยลง ก็จะมีการระบายน้ำจากเขื่อนลดลงด้วย

สำหรับพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำหรือพื้นที่ตามริมแม่น้ำ นายกรัฐมนตรีได้มีความห่วงใยและได้สั่งการให้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (11 ต.ค. 59) โดยได้เตรียมให้สำนักงบประมาณช่วยดูแลตามหลักเกณฑ์ คือ 1) เป็นเงินช่วยเหลือผู้ที่ที่ได้รับผลกระทบ 2) หลังจากที่น้ำลดแล้ว ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเข้าไปช่วยฟื้นฟู 3) ระบบสหกรณ์จะมีมาตรการในการให้กู้ยืมเงิน และ 4) การผ่อนชำระหนี้ โดยให้ชะลอการผ่อนออกไป อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ที่ประสบภัยพิบัติจะมีการช่วยเหลือตามระเบียบราชการอยู่แล้ว และจะเพิ่มเติมในการช่วยเหลือประชาชนก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ได้มีมาตรการใช้การช่วยเหลือด้วย เช่น การซ่อม การปรับปรุง เป็นต้น
          “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จะไม่มีการปล่อยน้ำเข้าไปในแนวกั้นโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว โดยมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวประมาณ 90 ไร่ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีพื้นที่เกษตรกรรมในแนวกั้นที่ได้รับความเสียหาย นอกจากว่าเกษตรกรจะเป็นผู้ร้องขอเพื่อใช้สำหรับฤดูแล้งหน้า ซึ่งต้องบริหารจัดการร่วมกับกรมชลประทาน โดยต้องมีความต้องการที่ชัดเจน ซึ่งอำเภอหรือจังหวัดต้องมีหนังสือรับรองด้วย และขณะนี้มีแผนการดำเนินการด้วยกัน 3 จุด อาทิเช่น อ.ป่าโมก อ.ผักไห่ และ อ.บางบาล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ อย่างไรก็ตามจะไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากมีการปล่อยน้ำและเกิดความเสียหายขึ้น รัฐบาลได้มีการเตรียมแผนสำรองไว้ โดยจะมีการชดเชยเพิ่มเติมอีกด้วย” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว
ที่มา : https://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=19126&filename=

กระทรวงเกษตรฯ เผยสิงคโปร์เปิดช่องพิจารณารับรองโรงงานปศุสัตว์ 4 แห่ง พร้อมนำเข้าไข่ไก่จากไทยได้ไม่เกินปลายปีนี้

in Uncategorized by
สิงคโปร์เปิดช่องพิจารณารับรองโรงงานปศุสัตว์ 4 แห่ง พร้อมนำเข้าไข่ไก่จากไทยได้ไม่เกินปลายปีนี้ ย้ำไทยพร้อมเป็นฐานผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพป้อนเมืองลอดช่อง
659

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนที่ 2 สาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน ครั้งที่ 38 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ว่า ผลการหารือในครั้งนี้ถือเป็นผลสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของประเทศไทย ในการผลักดันการส่งออกสินค้าไปเกษตรไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยทางสิงคโปร์ยินดีที่จะเร่งรัดกระบวนการพิจารณารับรองโรงงานทั้ง 4 แห่ง หลังจากที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจโรงงานผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ 3 แห่ง และโรงเชือดสัตว์ปีกเพื่อการส่งออก 1 แห่ง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังสิงคโปร์ได้เพิ่มขึ้น

         “ปัจจุบันไทยสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ราว 16,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,340 ล้านบาท สินค้าปศุสัตว์ที่สามารถส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แปรรูปปรุงสุก 95% เนื้อไก่สด ดิบแช่เย็นแช่แข็ง 3% และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปปรุงสุก 2% (เนื้อสุกรแปรรูปปรุงสุกและผลิตภัณฑ์ไข่แปรรูป) เป็นต้น โดยมูลค่าและปริมาณการส่งออกทั้งหมด มาจาก โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ จำนวน 42 โรงงาน โรงเชือดสัตว์ปีกและสุกรเพื่อการส่งเนื้อดิบไปยังโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ จำนวน26 โรงงาน และโรงเชือดสัตว์ปีกเพื่อการส่งออกเนื้อไก่ดิบ จำนวน 2 โรงงาน ซึ่งทั้งหมดได้รับการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานที่ตรวจสอบรับรองสินค้าพืชและปศุสัตว์ที่นำเข้า หรือ (AVA) ของสิงคโปร์เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น หากทั้ง 4 โรงงานข้างต้นได้รับการรับรองรวมถึงนำเข้าไข่ไก่เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปสิงคโปร์ได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 240 ล้านบาทต่อปี ” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว
ขณะเดียวกัน ยังได้แจ้งความพร้อมของไทยในการส่งออกไข่ไก่ไปยังสิงคโปร์ ตามที่สิงคโปร์แสดงความสนใจ โดยยืนยันว่าขณะนี้ไทยมีกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ และการผลิตไข่ไก่ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน โดยโรงเรือนแบบปิด ซึ่งปลอดเชื้อซัลโมเนลลา และกรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างดำเนินการส่งตัวอย่างไข่ไก่สดออกไปทดสอบยังห้องปฏิบัติการของ AVA ที่สิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถส่งออกไข่ไก่สดไปยังสิงคโปร์ได้ไม่เกินสิ้นปีนี้
และประเด็นสุดท้ายที่ได้หารือร่วมกัน คือ การยืนยันถึงศักยภาพของไทยในการเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อความมั่นคงด้านอาหารของสิงคโปร์ ซึ่งจากข้อมูลแนวโน้มในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า ความมั่นคงด้านอาหารจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรที่มากขึ้น พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่ลดลง รวมทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ จะทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคในอนาคต ประเทศไทยจึงเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายหลักในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตให้มีความปลอดภัยสูง ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความพร้อมที่จะเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค และมีความพร้อมที่จะร่วมมือในด้านความมั่นคงอาหารกับสิงคโปร์
สำหรับข้อมูลการค้าสินค้าเกษตร ระหว่างไทย-สิงคโปร์ มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-สิงคโปร์ ในปี 2559 (ม.ค. –ส.ค) ประมาณ19,904.5 ล้านบาท ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปสิงคโปร์คิดเป็นมูลค่า 11,847.2 ล้านบาท ขณะที่นำเข้าจากสิงคโปร์ 8,057.3 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 3,789.9 ล้านบาท สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปอื่นๆ น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ขณะที่สินค้าเกษตรนำเข้าสำคัญ อันดับแรก ได้แก่ อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก ครีมเทียม อาหารสัตว์และสารเติมแต่งอาหารสัตว์
ที่มา : https://www.moac.go.th/main.php?filename=index2015

กระทรวงเกษตรฯ จัดกิจกรรม “กระจายสินค้าผลไม้ลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร” ณ ตลาด อ.ต.ก. ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. – 1 พ.ย. 59

in Uncategorized by
กระทรวงเกษตรฯ จัดกิจกรรม “กระจายสินค้าผลไม้ลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร” ณ ตลาด อ.ต.ก. ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. – 1 พ.ย. 59 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.
tesco-lotus-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89-%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81
          นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ได้กำหนดหลักการสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจหลัก จำนวน 7 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย และมะม่วง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และสนับสนุนให้กลไกตลาดผลไม้ภายในประเทศดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้มีความมั่นคงในอาชีพ รายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
           ด้าน นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย อ.ต.ก. จึงได้ร่วมกับวัดราษฎร์สโมสร อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลองกอง โดยทางวัดฯ ดำเนินการรับซื้อผลผลิตลองกองจากเกษตรกรจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งในส่วนของ อ.ต.ก. รับผิดชอบกิจกรรม “กระจายสินค้าผลไม้ลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร” ณ ตลาด อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน บริเวณชั้นล่างอาคารจอดรถ 6 ชั้น ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. – 1 พ.ย. 59 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. โดยการจำหน่าย แบ่งเป็น
          เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 70 บาท / เป็นกล่อง ๆ ละ 5 กิโลกรัม ราคา 350 บาท
          เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 50 บาท / เป็นกล่อง ๆ ละ 5 กิโลกรัม ราคา 250 บาท
          เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 35 บาท (3 กิโลกรัม 100 บาท)
หากผู้บริโภคสั่งซื้อลองกอง เบอร์ 1 จำนวน 2 กล่อง เป็นเงิน 750 บาท และลองกองเบอร์ 2 จำนวน 2 กล่อง เป็นเงิน 600 บาท จะมีบริการ อ.ต.ก.เอ็กซ์เพลสให้ถึงมือผู้บริโภคด้วยความรวดเร็ว โดยแบ่งเป็นการส่งในช่วงเช้าและช่วงเย็น ซึ่งสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ผ่านทางwww.ortorkor.com หรือโทร 02-790-4545
          ทั้งนี้ สถานการณ์การผลิตลองกอง 3 จังหวัดชายแดนส์ใต้ ปี 2559 (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) มีปริมาณผลผลิตรวม 25,070 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 35.34 ของปริมาณผลผลิตลองกองในภาคใต้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตลองกองของ 3 จังหวัดชายแดนใต้กับปี 2558 พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 1.75 ซึ่งจังหวัดที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ปัตตานี เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.18 และนราธิวาส เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.97 โดยขณะนี้ได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 3,651.95 ตัน คิดเป็นร้อยละ 14.57 ของปริมาณผลผลิตลองกอง 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ต.ค. 59)
ที่มา : https://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=19102

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยความมั่นคงอาหาร ครั้งที่4

in Uncategorized by
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยความมั่นคงอาหาร ครั้งที่4 เผยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อความยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยความมั่นคงอาหาร ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ณ เมืองเพียวร่า เปรู โดยได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Rural-Urban Development เพื่อแสดงแนวทางของประเทศไทยว่า การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ในชุมชนเมืองมีผลต่อความมั่นคงทางอาหาร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้การพัฒนาที่มีความร่วมมือ และครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย โดยในส่วนของไทยได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความยั่งยืน คำนึงถึงชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการจัดการความเสี่ยงให้กับเกษตรกร

นอกจากนั้น ประเทศไทยได้ดำเนินโครงการร่วมกับภาคเอกชน และชุมชน ผ่านโครงการประชารัฐ ในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของไทยในระยะยาว

 

ที่มา : https://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=19059

รัฐมนตรีเกษตรฯ นำทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการป้องกันเพื่อช่วยเหลือน้ำหลาก ณ เขื่อนพระราม 6

in Uncategorized by

รัฐมนตรีเกษตรฯ นำทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการป้องกัน/ช่วยเหลือน้ำหลากในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา/อ่างทอง ณ เขื่อนพระราม 6 พร้อมวางแผนการระบายน้ำ โดยยึดหลักประชาชนเป็นสำคัญ

987654

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการป้องกัน/ช่วยเหลือน้ำหลากในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา/อ่างทอง ณ เขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งปี 2558/59 ทำให้เกษตรกรเริ่มการเพาะปลูกช้ากว่าปีปกติ คือ เริ่มประมาณ มิ.ย. – ก.ค. ทำให้ขณะนี้ยังมีข้าวที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจากการที่ Gistda ได้ใช้ดาวเทียมถ่ายภาพสำรวจ พบว่า มีปริมาณน้ำอยู่ในลำน้ำมาก แต่ไม่มากเท่าปี 2554 ปัจจุบันยังมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ในอีก 1 เดือน รัฐบาลจึงมีความห่วงใยเกษตรกร จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานพิจารณาการผันน้ำ ซึ่งหากพื้นที่ใดยังไม่ได้ทำการเก็บเกี่ยว จะไม่มีการผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตร

          กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มองพื้นที่ในภาพรวม ได้มีการหารือกับทุกฝ่ายและตัดสินใจดำเนินการโดยยึดประชาชนเป็นหลัก โดยการผันน้ำออกฝั่งซ้าย/ขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ ยังมีโอกาสเกิดฝนตกใต้เขื่อน ทำให้มีน้ำหลากเกิดขึ้นอีก จึงต้องเร่งระบายน้ำ โดยทางที่เร็วที่สุดคือการระบายทางตรงผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับน้ำท่วมขังในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ลุ่มต่ำนั้น เป็นการท่วมระหว่างคันกั้นน้ำกับแม่น้ำ ยังไม่ล้นคันกั้นน้ำ จึงยังไม่มีการปล่อยน้ำส่วนนี้เข้าพื้นที่เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวแล้ว เพราะน้ำยังไม่มากเกินไป แม่น้ำเจ้าพระยายังสามารถรับได้
          “ในกรณีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งน้ำใกล้จะเต็มเขื่อนนั้น ถือเป็นลักษณะปกติ เพราะมีพื้นที่รับน้ำมาก สามารถระบายน้ำลงมาแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใต้เขื่อนพระราม 6 ได้ ขณะนี้ น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีประมาณ 1,600 ลบ.ม./วินาที ซึ่งหากจะทำให้ท่วม กทม. ต้องมีน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่า 3,800 ลบ.ม./วินาที แต่ได้สั่งการให้กรมชลประทานพยายามรักษาระดับน้ำไว้แค่เพียง 2,000 ลบ.ม./วินาที และให้ลดการระบายน้ำลงอีก ถ้ามีปริมาณฝนน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว
           ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำ จึงอยากสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจะต้องรีบดำเนินการช่วยเหลือพร้อมจ่ายค่าชดเชย ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วม/น้ำหลาก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 59) มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 42,659 ครัวเรือน เป็นพื้นที่เกษตร 121,619 ไร่ รวมทั้งสิ้น 13 จังหวัด จำนวน 38 อำเภอ 198 ตำบล 1,011 หมู่บ้าน โดยรัฐบาลจะมีการจ่ายค่าชดเชย และช่วยเหลือปัจจัยการผลิตในด้านต่าง ๆ เป็นต้น จึงขอให้มีความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ซึ่งได้มีการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะยึดหลักประชาชนเป็นสำคัญ
ที่มา : https://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=19073&filename=
Go to Top