source of korat insight

Tag archive

โฆษณา

ทำไมจึงต้องเข้ารับการอบรม สัมมนา

in Lifestyle by

“อ่านหนังสือ 1 เล่ม ย่นระยะเวลาการศึกษาประวัติศาตร์นับ 100 ปี ฟังวิทยากรบรรยาย 1 ท่าน ย่นระยะเวลาการอ่านหนังสือ นับ 100 เล่ม”

การอบรมสัมมนา มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคคลากรให้มีประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ที่ต้องการจะพัฒนา มีคนหลายคนไม่ชอบกาสัมมนา เพราะคิดว่ามันน่าเบื่อน่าง่วงนอน แต่หารู้ไม่ว่าการสัมมนานั้นจะช่วยปรับแนวคิดทัศนคติตัวเราให้ไปในทิศทางที่เราต้องการจะประสบความสำเร็จ

วิทยากรที่มาถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้กับผู้เข้าสัมมนานั้นต้องมีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในเรื่องที่ถ่ายทอดนั้นอย่างสูง ถ้าจะถ่ายทอดได้แบบวิทยากรก็ต้องมีประสบการณ์หรือความรู้จากการอ่านหนังสือนับ 100 เล่ม

ดังนั้นการเข้ารับฟังการอบรมสัมมนาในเรื่องที่สร้างสรรค์จะช่วยให้เรามีความรู้ มีทัศนคติที่ดี ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต ทำให้มีการพัฒนาตนเองได้มากขึ้น ถ้าต้องการพัฒนาตนเองไปสู่จุดสูงสุดที่ตนเองอยากจะไป

อย่าเบื่อการอบรมสัมมนา เพราะการอบรมสัมมนาคือแหล่งรวมความรู้ที่สำคัญทำให้เรา เก่งขึ้น ดีขึ้น ฉลาดขึ้น ที่สำคัญจะทำให้เรา “รวยขึ้น” “ปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราให้มีความคิดรวยแล้วเราจะรวย”

เป็นอย่างไรบ้างคะกับความรู้ดีๆ ที่นำมาฝาก หากสนใจการอบรมสัมมนาเพิ่มความรู้ในเรื่องดิจิตอลโฆษณา Online-Marketing ในโคราช ติดต่อสอบถาม IT COLLA ผู้เชียวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษาการตลาดโคราชได้เป็นอย่างดี ลองติดต่อสอบถามไปดูนะคะ


ที่มา
บทความโดย: อ.กร การันตี 
http://www.richtraining.com

จัดการความรู้ คืออะไร ทำไมต้องจัดการ

in Lifestyle by

หลายท่านคงสงสัยมานานแล่วนะคะ ว่าทำไมเราจึงต้องเข้าร่วมงานสัมนาความรู้ที่ถูกจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดโดยบริษัทที่เราทำงาน จัดโดยองค์กรต่างๆ สถาบันต่างๆ เพียงเราะเพิ่มความรู้เท่านั่นหรือไม วันนี้เรามีคำตอบให้ทุกคน

สัมนาก็คือการจัดการความรู้ อย่างหนึ่ง หรือ Knowledge Management มีความสำคัญอย่างไรต่อความเจริญก้าวหน้าขององค์กร..?? ทำไมต้องจัดการความรู้..??

ความรู้ในองค์กร หรือความรู้ที่อยู่ในตัวบุคลากรขององค์กร หากไม่มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ความรู้นั้นก็จะไม่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้อย่างที่ควรจะเป็น ยกตัวอย่างเช่นเมื่อพนักงานผู้เชี่ยวชาญงาน มีความรู้เรื่องระบบการทำงานของแผนกเป็นอย่างดี ลาออกหรือปลดเกษียณไป องค์กรจะทำอย่างไรจึงจะสามารถนำความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลนั้นออกมาถ่ายทอดให้แก่พนักงานใหม่ที่มารับหน้าที่แทนให้สามารถสานต่องานในตำแหน่งนั้นได้อย่างราบรื่น หรือเมื่อองค์กรส่งพนักงานไปเข้ารับการอบรมหรือเข้าร่วมการสัมมนาต่าง ๆ ความรู้ที่พนักงานได้รับมานั้นสามารถนำมาถ่ายทอดสู่ผู้ที่ไม่ได้เข้ารับการอบรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากองค์กรไม่มีกระบวนการจัดการความรู้ที่ดี องค์กรจะไม่สามารถนำความรู้ที่มีอยู่กระจัดกระจาย หรืออยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งออกมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การทำงานสะดุดติดขัดในขั้นตอนการถ่ายทอดความรู้ หรือการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่มีการแบ่งปัน หรือการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ในทางตรงกันข้ามหากความรู้จำเป็นสำหรับการทำงานถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เมื่อพนักงานลาออกไป พนักงานใหม่เข้ามาแทนจะได้รับการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นระบบและสามารถเรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็ว หรือความรู้ที่พนักงานได้จากการเข้ารับการอบรม หรือสัมมนา ก็มีการนำมาถ่ายทอดให้ผู้ที่ไม่ได้รับการอบรมเกิดความรู้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกับผู้เข้ารับการอบรม โดยกระบวนการในการจัดการความรู้ เริ่มจาก

1. การสร้างความรู้ อาจเป็นการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง หรือจากการประชุม อบรมสัมมนา กิจกรรมพี่เลี้ยง หรือได้จาก On the job training เป็นต้น

2. การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เมื่อพนักงานได้รับความรู้จากการประชุม อบรมสัมมนา หรือจากการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง อาจนำมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันผ่านทาง webboard หรือจัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับการถ่ายทอดความรู้ใหม่ที่ได้รับมา

3. การสร้างคลังความรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความรู้สูญหายไป ควรจัดทำเป็นรายงานการอบรมสัมมนา รายงานการประชุม คู่มือปฏิบัติงานหรือในรูปแบบ e-Learning, e-Training หัวข้อรายงานใน e-Office ที่บุคลากรอื่นสามารถหยิบจับ หรือเข้าถึงได้สะดวก ทุกเวลาที่ต้องการ

4. การประยุกต์ใช้ความรู้ เมื่อหยิบจับ หรือได้ศึกษาความรู้เพิ่มเติมแล้ว พนักงานอาจเกิดไอเดียใหม่ ๆ ที่สามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ หรือต่อยอดสู่องค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับองค์กรได้เกิดการพัฒนา และมีศักยภาพเพิ่มเติมในการที่จะแข่งขันกับหน่วยงานอื่น เพื่อครองความเป็นหนึ่ง หรือเพื่อไต่อันดับสู่ความเป็นผู้นำตลาดในอนาคต จัดการความรู้ในองค์กร การพัฒนาองค์กรของท่านสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น จะทำให้องค์กรของท่านเกิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่มีความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงานจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตัวพนักงานเอง เมื่อได้รับความรู้ใหม่ ๆ ก็จะรู้สึกว่าทำงานได้ดีขึ้น รู้สึกว่าตนเองเก่งขึ้น ผลงานออกมาดีขึ้น เกิดกำลังใจในการทำงานและเกิดความปรารถนาที่จะทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

การจัดการความรู้ ทำให้เกิดยกระดับความรู้ความสามารถของบุคลากร ยกระดับคุณภาพการทำงาน และทำให้องค์กรมีศักยภาพในการแข่งขัน เรียกได้ว่า เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพช่วยพัฒนาคน พัฒนางาน และยกระดับองค์กร สู่องค์กรการเรียนรู้ ได้ในกระบวนการเดียว


ที่มา
https://th.jobsdb.com/th-
http://www.resource.lib.su.ac.th/km/index.php/kmis

เทรนด์ influencer marketing 2018 แผนของนักการตลาดโลก

in Lifestyle by

ไม่ธรรมดาเลยเมื่อการสำรวจล่าสุดพบว่า นักการตลาด 92% ยกนิ้วให้ influencer marketing เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสุดขีดช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา ในนาทีที่เนื้อหากลุ่ม influencer content กำลังวาดลวดลายสร้าง impact แบบปูพรมไปทั่วอุตสาหกรรมเช่นนี้ นักการตลาดเกือบครื่องยืนยันแล้วว่าจะอัดฉีดงบประมาณทำ influencer marketing ให้เข้มข้นขึ้นอีกในปีหน้า

ผู้เปิดเผยเทรนด์ influencer marketing ปีหน้าเหล่านี้คือบริษัทให้บริการแพลตฟอร์ม content marketing หรือการตลาดด้วยเนื้อหาชื่อ Linqia โดยรายงานผลการวิจัยในชื่อ “The State of Influencer Marketing 2018″ 

จากการสำรวจตลาดนักการตลาด 181 ราย เพื่อศึกษาแนวทางการทำ influencer marketing ของแบรนด์และเอเจนซี่ช่วงปี 2018 พบว่า 86% ของนักการตลาดกลุ่มตัวอย่างตอบรับว่าใช้การตลาดแบบ influencer marketing ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และ 92% ของกลุ่มนี้บอกว่า influencer marketing เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเห็นผลจริง ทำให้ไม่แปลกใจที่ 39% ของนักการตลาดกลุ่มตัวอย่างบอกว่ามีแผนเพิ่มงบประมาณทำการตลาดด้วย influencer ผู้มีอิทธิพลในหลายรูปแบบ มีเพียง 5% เท่านั้นที่จะลดงบinfluencer marketing ในปีหน้า

30% ของนักการตลาดกลุ่มตัวอย่างบอกว่าจะใช้เงินราว 25,000 ถึง 50,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 8 แสนถึง1.6 ล้านบาทต่อโครงการ ขณะที่ 25% บอกว่าจะอัดฉีดเงินกว่า 50,000 ถึง 100,000 เหรียญต่อโครงการในปี 2018 (ราว 1.6-3.2 ล้านบาท)

46% ของนักการตลาดบอกว่าทำโครงการ influencer marketing ราว 2 – 5 โครงการต่อปีต่อแบรนด์ โดย 31% บอกว่าทำมากกว่า 5 โครงการต่อปีต่อแบรนด์ คาดว่าจำนวนโครงการ influencer marketing จะเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า เพราะเอเจนซี่ในกลุ่มตัวอย่างนี้ดูแลแบรนด์มากกว่า 20 แบรนด์

เมื่อถามว่าแนวโน้มโครงการ influencer marketing ที่ทุกคนวางแผนจะนำมาใช้ในปีหน้า นักการตลาดกลุ่มตัวอย่าง 52% บอกว่าจะหันมาเลือกผู้อิทธิพลหรือ influencer หลายรูปแบบ ทั้งเซเลบฯ คนดังผู้มีอิทธิพลระดับโลก และผู้มีอิทธิพลระดับ micro-influencer ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์รวม

ขณะที่ราว 44% วางแผนใช้เนื้อหา influencer content เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลอื่น และ 36% ของนักการตลาดวางแผนรวมเนื้อหา influencer content เข้ากับอีคอมเมิร์ซ เพื่อกระตุ้นยอดขายสินค้า

Nader Alizadeh, CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Linqia ให้ความเห็นว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้นักการตลาดรู้สึกถึงผลตอบแทนคุ้มค่าจากการลงทุน influencer marketing คือการใช้ประโยชน์จากเนื้อหานอกเหนือจากแคมเปญที่มี ซึ่งทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของโปรแกรมอื่นได้ด้วย จุดนี้เห็นได้ชัดจากการสำรวจของบริษัทที่พบว่า81% ของนักการตลาดใช้เนื้อหา influencer content ในช่องทางอื่นร่วมด้วย โดย 51% รายงานว่าเนื้อหา influencer content เหล่านี้มีประสิทธิภาพดีกว่าเนื้อหาที่แบรนด์สร้างขึ้นเอง

ในกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้ลิ้มรสของ influencer marketing การสำรวจชี้ว่า 59% วางแผนที่จะประเดิมinfluencer marketing ในปีหน้า ทั้งหมดนี้จะทำให้ภาพการใช้ influencer marketing ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น จากเงินที่จ่ายไปเป็นค่าซื้อสื่อ

เนื้อหาน่าสนใจจากการสำรวจนี้ ยังมีประเด็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำ influencer marketing ปีหน้า นักการตลาดส่วนใหญ่ราว 76% มองเรื่องการกำหนด ROI เป็นความท้าทายอันดับหนึ่ง และ 42% ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริธึมเครือข่ายสังคมเป็นความท้าทายอันดับสอง

92% ของนักการตลาดยกให้ Instagram เป็นเครือข่ายสังคมที่สำคัญที่สุดสำหรับทำ influencer marketing ในปี 2018 ตามด้วย Facebook (77%) และอีก 71% ยกให้ blog เป็นอันดับ 3 เพิ่มขึ้นจาก48% ในปีที่ผ่านมา.


ที่มา : MartechSeries

อยากทำ Digital ควรจ้าง Digital Agency หรือไม่ และ ควรจ้างแบบไหน ?

in Lifestyle by

การจ้างดิจิทัลเอเจนซี่เฉพาะทาง จะเหมาะสำหรับกิจการที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ในทันที และต้องการ มุมมองจากมืออาชีพที่มองจากมุมด้านนอกและเห็นตลาด หรือผ่านประสบการณ์งานหลายแบบมามากกว่าเรา ดิจิทัลเอเจนซี่มีอยู่หลายแบบ เช่น

Full Service Digital Agency

เอเจนซี่โฆษณาครบวงจร ที่มีตั้งแต่ทีมวางแผนกลยุทธ์ ทีมครีเอทีฟ ทีมมีเดีย ทีมโซเชียลและคอนเทนต์ และมีทีมเซอร์วิสลูกค้า รับทำตั้งแต่การวางแผนและผลิตชิ้นงานออกมา เป็นเอเจนซี่ครบวงจรที่เหมาะสำหรับการทำแคมเปญใหญ่ๆ หรือ การหา Marketing Solution ขององค์กร

Boutique Digital Agency

ดิจิทัลเอเจนซี่ขนาดเล็กถึงกลาง ที่มีความถนัดเฉพาะทางโดยส่วนใหญ่จะเป็นความถนัดสายครีเอทีฟ เป็นที่ปรึกษา หรืออาจจะเป็นแนวดูแลโซเชียลมีเดีย กลุ่มนี้จะมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง แต่ก็จะไม่ได้มีบริการครบทุกด้าน หรือถนัดเฉพาะด้าน โดยอาจจะต้องไปใช้งานซัพพลายเออร์เจ้าอื่นต่อ

Digital Production Agency

เป็นเอเจนซี่ที่เน้นไปในด้านการผลิตชิ้นงาน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น วิดีโอ หรือคอนเทนต์แบบต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะรับงานต่อจาก เอเจนซี่สองแบบด้านบน

Digital Media Agency

เอเจนซี่กลุ่มนี้จะเน้นการซื้อโฆษณาทางดิจิทัล โดยจะมีความได้เปรียบในด้านของ Economy of scale ที่จะได้ราคาที่ถูกกว่า หรือมีความเชี่ยวชาญในการวางช่องทางสื่อ โดยส่วนใหญ่จะรับชิ้นงานต่อมาจากลูกค้า หรือเอเจนซี่โดยตรงและถนัดไปด้านทางการวางแผนสื่อ เช่น Facebook, Google Display network, AdWords, Programmatic Advertising หรือ อาจจะมีเฉพาะทางไปอีกเช่น Influencer Agency ที่ทำหน้าที่เสมือนนายหน้าติดต่อ influencer ดังๆ ในโลกออนไลน์เพื่อโปรโมตสินค้าให้

Digital PR Agency

เป็นกลุ่มเอเจนซี่ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา และพัฒนามาจาก PR เอเจนซี่ โดยเน้นไปเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทกับสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ในยุคดิจิทัล รวมไปถึงดูแลความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับแฟนๆ หรือ ผู้มีอิทธิพลในโลกดิจิทัล เพื่อสร้างชื่อเสียงที่ดีในระยะยาว

IT & Technology Agency

เป็นเอเจนซี่ หรือองค์กรที่เชี่ยวชาญในการวางระบบสารสนเทศ หรือการวางกระบวนการทำงาน เซตระบบฐานข้อมูลให้กับองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการปรับเปลี่ยนหรือวางโครงสร้างดิจิทัล เทคโนโลยีที่ใช้ในองค์กร

แล้วข้อดีข้อเสียในการจะจ้างกลุ่มคนเหล่านี้คืออะไรบ้าง ลองมาดูกันนะครับ

ข้อดีในการใช้เอเจนซี่

  1. มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสายงานเฉพาะทาง สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ตอบโจทย์ได้ทันที
  2. สามารถเลือกใช้ได้เฉพาะทางตามส่วนขององค์กรที่อยากให้เปลี่ยนแปลง เช่น การตลาด ระบบภายในองค์กร หรือการซื้อสื่อโฆษณา
  3. เข้าใจเทรนด์การตลาด มีการพัฒนาตัวเองเพื่อให้แข่งขันได้ ซึ่งเป็นผลดีกับองค์กรของเรา
  4. มีข้อมูลที่เป็นกรณีศึกษา และฐานข้อมูลเกี่ยวกับดิจิทัลเยอะกว่าที่เราสามารถจะเรียนรู้และศึกษาได้

ข้อที่ต้องพิจารณา

  1. งบประมาณที่เพิ่มขึ้นมา จะไม่เหมาะกับองค์กรที่ไม่พร้อมที่จะลงทุนเปลี่ยนแปลง
  2. อาจจะไม่ครอบคลุมในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ
  3. ความเข้าใจธุรกิจและสินค้า ที่อาจจะเขียนคอนเทนต์ได้ดีไม่เท่าเจ้าของธุรกิจเอง หรืออาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กันซักระยะหนึ่ง
  4. ความรวดเร็วในการทำงาน เนื่องจากการทำงานที่ต้องรอคิวการทำงาน มีขั้นตอนในการทำงานและการ approve งานที่มีขั้นตอนหลาย

งบประมาณการลงทุนกับเอเจนซี่มืออาชีพ ที่มีสเกลการลงทุนตั้งแต่หลายแสน ไปจนถึงหลักสิบล้าน ขึ้นอยู่กับโจทย์ที่จะทำ ระยะแรกเราควรจะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า งบประมาณดังกล่าวจะใช้แก้ปัญหาอะไร และระยะเวลาเท่าไหร่ การใช้งบประมาณที่น้อยเกินไปในการแก้ปัญหาที่ใหญ่ หรือการใช้เอเจนซี่ผิดประเภทแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด (เช่น เอาเอเจนซี่เก่ง Production มาทำ Strategy) จนทำให้ไม่เกิดผลที่ต้องการ เราต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอด้วย ถ้าไม่พอเราควรต้องกลับมาตั้งต้นที่โจทย์ของเราว่า ด้วยงบประมาณเท่านี้ เราต้องแก้ที่อะไรก่อน

อย่างไรก็ตาม เราควรจะพิจารณาถึงการให้ความสำคัญกับการลงทุนของการเปลี่ยนแปลงเพื่อการแข่งขันที่ดีขึ้นในอนาคต การสร้างทีมเองอาจจะต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่ง ข้อดีคือความรวดเร็ว เข้าใจธุรกิจของเรา และสามารถกำหนดขอบเขตงานได้อย่างอิสระ ซึ่งในระยะยาวจะดีกว่าแน่นอน เพราะมันคือความสามารถขั้นพื้นฐานที่พนักงานพึงมี แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการฟูมฟักและเรียนรู้กว่าจะทำงานได้เทียบเท่ามืออาชีพ และทันโลกที่เปลี่ยนแปลงได้เร็ว

การจะเลือกเอเจนซี่ก็จะต้องเลือกพิจารณาให้ดี เพราะไม่ใช่ทุกเอเจนซี่ที่จะถนัด หรือมีคุณภาพที่เหมาะสมกับโจทย์ของเรา เลือกมืออาชีพมาทำงานแล้ว เราควรจะให้อิสระในการทำงานและกำหนดโจทย์ทางการตลาดให้ชัดเจน แล้วผลที่ได้ดีก็จะตามมาเอง

บทความข้างต้น ช่วยให้เข้าใจเรื่องการจ้าง เอเจนซี่โฆษณาขึ้นบ้างไหมคะ ทราบแบบนี้แล้วเริ่มจัดการธุกิจ ด้วย เอเจนซี่ กันเลยคะ แต่หากไม่ถนัดเราขอแนะนำ IT COLLA เอเจนซี่ ตลาดออนไลน์ของโคราช  ที่จะช่วยคนโคราชจัดการกับโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ธุรกิจของคนโคราชประสบผลสำเร็จตามที่หวัง เพราะการตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ดี แต่ IT COLLA เราช่วยคุณได้ ติดต่อสอบถามข้อมูลที่   http://www.itcolla.com


เรื่องโดย : สโรจ เลาหศิริ – Rabbit’s Tale/ Moonshot Digital


ที่มา https://positioningmag.com/1096252

ทำไมแบรนด์ใหญ่ถึงจ้างเอเจนซี่ขนาดเล็ก​

in Lifestyle by

ทำไมแบรนด์ใหญ่ๆ ถึงจ้างเอเจนซี่ขนาดเล็ก​ อันดับแรกเราขอตังคำถามว่า คำใด ที่ผู้บริหารแบรนด์ต้องการให้บริษัทของพวกเขาเป็นที่รู้จักแต่ไม่ค่อยสามารถทำได้?

คำตอบคือ คำว่า นวัตกรรม 

ในขณะที่มีการใช้เป็นจำนวนมากและใช้อย่างผิดๆ ก็เป็นคุณภาพและการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ และน้อยครั้งมากที่แบรนด์คาดหวังที่จะเห็นสิ่งนี้ในบริษัทที่มีลักษณะคล้ายกันในเรื่องขนาดและโครงสร้างของตัวเอง พวกเขามองหาคู่ค้าภายนอกโดยเฉพาะสำหรับมุมมองกระบวนการและวิธีการที่แตกต่าง ซึ่งบางแบรนด์ก็ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่มีขนาดเล็กเพียงเพื่อให้ได้ความคิดและพลังงานใหม่ ๆ เข้าด้วยกัน

แล้วทำไมแบรนด์หันไปหาเอเจนซี่ขนาดเล็ก

 1) พวกเขาต้องการคู่ค้าสำหรับงานโครงการที่มีขนาดเล็ก

แบรนด์อื่น ๆ กำลังทำงานด้านการตลาดแบบ in-house ANA รายงานว่าในปี 2008 ถึงปี 2013 มีจำนวน 16% และรายงานของ Society of Digital Agencies 2015 พบว่ามีนักการตลาดเพิ่มขึ้น 13% ที่กล่าวว่าไม่ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก นี่เป็นเพราะส่วนหนึ่งของนักการตลาดที่ต้องการใช้กลยุทธ์การโฆษณาที่ไม่ใช่แบบเดิมอย่างรวดเร็ว เช่น คอนเทนท์มาร์เกตติ้งและโซเชียลมีเดีย นักการตลาดกำลังมองหาการลงทุนในการสื่อสารแบบตัวต่อตัวมากกว่าการแพร่ภาพกระจายเสียงและหน่วยงานต่างๆมักทำงานกับแคมเปญขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาตอบสนองนานกว่า

2) พวกเขาต้องการผู้เชี่ยวชาญ

เนื่องจากความคิดตามโครงการ นักการตลาดต้องการการจ้างที่ดีที่สุด – เอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในด้านการบริการ อุตสาหกรรม ผู้ชม ช่องทาง ฯลฯ แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้ถูกขัดขวางโดยที่ตั้งหรือไม่จำเป็นต้องมีความใกล้เคียงกันเพื่อจัดการความสัมพันธ์ และเนื่องจากความมุ่งมั่นของโครงการที่มีขนาดเล็กจึงไม่ต้องการใช้เวลาฝึกอบรมและให้ความรู้กับคู่ค้าเกี่ยวกับเฉพาะอุตสาหกรรมหรือผู้ชมของตน

3) พวกเขาต้องการผลลัพธ์ – ที่เร็วขึ้น

ใหญ่กว่า บ่อยครั้งมากอาจหมายถึงกระบวนการที่มากขึ้น การอนุมัติที่มากขึ้น อำนาจมากมายหลายขั้นตอนและอาจมีอุปสรรคมากขึ้น ลูกค้าที่ต้องการทำงานอย่างรวดเร็วและต้องจัดการกับหน่วยงานราชการที่เรื่องเยอะของตนเองนั้นกำลังมองหาพันธมิตรที่มีความคล่องแคล่วมากกว่า ซึ่งพวกเขาไม่ต้องการคู่ร่วมงานที่มาเพิ่มปัญหาที่ต้องเจในแต่ละวัน

4) พวกเขากำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกที่ลึกกว่า

เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของหน่วยงาน in-house นักการตลาดที่มากขึ้นกำลังมองหาคู่ค้าที่มุ่งเน้นไปที่ระดับการตลาดเชิงกลยุทธ์มากกว่าการดำเนินการทางยุทธวิธี และพวกเขาต้องการพรสวรรค์ระดับสูงเพื่อขับเคลื่อนงาน

5) พวกเขาต้องการพาร์ทเนอร์ที่พร้อมรับมือกับความเสี่ยง

หน่วยงานที่ยึดติดกับแบบจำลองทางธุรกิจแบบเดิม ๆ ผู้ถือหุ้นและผู้บริหารระดับสูงที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงก็เป็นสาเหตุให้แบรนด์ต่างๆสามารถหาตัวเลือกอื่น นอกจากนี้ คนเก่งๆ ในอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นหน่วยงานและที่ปรึกษาของตนเองและจ้างบุคคลที่มีใจเดียวกัน ซึ่งแบรนด์ใหญ่จะหาบริษัทที่ถูกนำโดยผู้นำที่มีพรสวรรค์ไม่ซ้ำกันเพื่อให้สามารถทำงานได้โดยตรงกับไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย

6) พวกเขาใส่ใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม

ลูกค้าต้องการทำงานร่วมกับคู่ค้าที่มีวัฒนธรรมและมุมมองที่สอดคล้องกับตัวเองหรือผู้ที่พวกเขาคิดว่าจะมีวัฒนธรรมที่ดีกว่าของตนเอง นอกจากนี้การทำงานร่วมกับทีมขนาดเล็กหรือทีมที่มีวัฒนธรรมที่ดีจะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่หลากหลาย

บทความข้างต้น ช่วยให้เข้าใจเรื่องการจ้าง เอเจนซี่โฆษณาขึ้นบ้างไหมคะ ทราบแบบนี้แล้วเริ่มจัดการธุกิจ ด้วย เอเจนซี่ กันเลยคะ แต่หากไม่ถนัดเราขอแนะนำ IT COLLA เอเจนซี่ ตลาดออนไลน์ของโคราช  ที่จะช่วยคนโคราชจัดการกับโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ธุรกิจของคนโคราชประสบผลสำเร็จตามที่หวัง เพราะการตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ดี แต่ IT COLLA เราช่วยคุณได้ ติดต่อสอบถามข้อมูลที่   http://www.itcolla.com


ที่มา 
https://blog.hubspot.com/agency/big-brands-hire-small-agencies
http://www.extrasunday.co.th/agency-brands-hire-small-agencies.html

เอเจนซี่ (Agency) คืออะไร ชื่อที่ทุกคนได้ยิน แต่ยังไม่รู้ความหมาย !!

in Lifestyle by

เอเจนซี่ (agency) คือ ตัวแทน  เป็นคำที่มีความหมายหลายนัย ขึ้นอยู่กับบริบทของการใช้ โดยจะแยกการพิจารณาเป็น 3 บริบทคือ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งคำว่าตัวแทนในทั้ง 3 บริบท มีความหมายร่วมกัน คือ

การกระทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตัวเราเองไม่สามารถกระทำการนั้นเองได้ จึงจำเป็นต้องมีการเลือกตัวแทนขึ้นมา และมอบอำนาจให้กระทำกิจกรรมดังกล่าวแทนตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหาร การร่างกฎหมาย การทำสัญญาทางธุรกิจ การจ้างงาน หรือการเป็นตัวแทนของสาธารณะ เป็นต้น

ที่มาภาพ pexel

ในที่นีเราขอพูดถึงด้าน เศรษฐกิจ เอเจนซี่โฆษณา การตลาด นั่นเอง

เอเจนซี่โฆษณา การตลาด  ในทางเศรษฐกิจ คือ ตัวแทนเป็นการวิเคราะห์ภายใต้กรอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวการและตัวแทน (principal-agent framework) จะอธิบายกิจกรรมของการแทนที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวการ (principal) และตัวแทน (agent) ที่สัมพันธ์กันผ่านสัญญาตัวแทน โดยทั่วไปตัวการต้องการตัวแทนที่สามารถทำงานให้แก่ตนได้อย่างเต็มที่สมบูรณ์ ในขณะที่ตัวแทนก็จะพยายามนำเสนอข้อดีของตัวเองและปกปิดข้อบกพร่องบางประการ เพื่อให้ได้รับเลือกจากตัวการและได้งานทำ ซึ่งทำให้เห็นว่าทั้งตัวการและตัวแทนต่างมีผลประโยชน์เป็นของตัวเองและพยายามให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ดังกล่าว

ที่มาภาพ pexel

เอเจนซี่โฆษณา บริษัทรับทำโฆษณา สายงานหลัก ๆ ในบริษัท มี 3 สายงานด้วยกัน

1. คือ AE ฝ่ายขาย บริการลูกค้า
2. Strategic planning จะทำการวิจัยและวางแผนการตลาด กำหนดทิศทางการโฆษณา ซึ่งเป็นเรื่องกลยุทธ์และเทคนิคทางการสื่อสารการตลาดล้วน ๆ
3. Creative จะเป็นเรื่องการสร้างสรรค์ชิ้นงานโฆษณา ซึ่งมีทั้ง art และ copy แต่นั้นไม่จำเป็นต้องลง production house เสมอไปนะครับ ขึ้นอยู่กับแผนและงบประมาณ ว่าสมควรจะลง production house หรือไม่ หรืออาจจะแค่อัดเสียงออกวิทยุ หรือแค่ print ad เองก็ได้ หรือหลาย ๆ อย่างผสมกัน หรือเพียงแค่นำโฆษณาจากบริษัทในต่างแดนลูกค้ามากำกับเสียงภาษาไทยเฉย ๆ ไม่จำเป็นต้องผลิตขึ้นใหม่

 

บทความข้างต้น ช่วยให้ใครหลายคนเข้าใจความหมาย เอเจนซี่โฆษณาขึ้นบ้างนะคะ ทราบแบบนี้แล้วเริ่มจัดการธุกิจ ด้วย เอเจนซี่ กันเลยคะ แต่หากไม่ถนัดเราขอแนะนำ IT COLLA เอเจนซี่ ตลาดออนไลน์ของโคราช  ที่จะช่วยคนโคราชจัดการกับโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ธุรกิจของคนโคราชประสบผลสำเร็จตามที่หวัง เพราะการตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ดี แต่ IT COLLA เราช่วยคุณได้ ติดต่อสอบถามข้อมูลที่   http://www.itcolla.com/

 


ข้อมูลที่มา
https://th.wikipedia.org
https://pantip.com/topic/31384625

NewGen Airways สายการบินประจำสนามบินโคราช

in Lifestyle/Review by

พอจะทราบกันแล้วว่า NewGen Airways เป็นสายการบินที่มาประจำที่บ้านเรา วันนนี้เรานำข้อมูลของสายการบิน NewGen Airways มาให้ ชาวโคราชได้ทราบกัน มาดูกันคะว่าเป็นอย่างไร

NewGen Airways ก่อตั้งขึ้นในปีพศ. 2556 เป็นสายการบินคุณภาพสูงสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว มีวิสัยทัศน์คือการให้บริการที่ดีที่สุดสำหรับการใช้จ่ายของผู้โดยสาร NewGen Airways เป็นสายการบินที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยมีพนักงานมากกว่า 1,000 คน และคาดว่าในปีพ. ศ. 2562 จะมีเครื่องบินมากกว่า 10 ลำให้บริการแก่ลูกค้า

NewGen Airways เป็นสายการบินแห่งแรกในเอเชียที่ติดตั้ง Split Scimitar Winglets (SSW) เพื่อการประหยัดพลังงาน
ผลประโยชน์ของ SSW มีอะไรบ้าง?
  • การลดต้นทุน: SSW ช่วยประหยัดการใช้เชื้อเพลิงได้อีก 2.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับ Blended Winglets – ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลงได้ถึง 6.6 เปอร์เซ็นต์
  • ประหยัดน้ำมันได้ถึง 480,000 ลิตร / ลำ / ปี
  • ลดระดับเสียงลงเมื่อเครื่องบินลงจอดและจอดได้ 6.5 เปอร์เซ็นต์
  • Eco-Friendly: ลดคาร์บอนได้ 1,220 ตัน / เครื่องบิน / ปี

 นอกจากนี้ NewGen AIRWAYS ยังได้รับเลือกเป็นสายการบินยอดนิยมสิบอันดับแรกใน 2560 ทางสายการบินได้มีการขยายเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเมืองสำคัญต่างๆของจีนและอาเซียนมายังประเทศไทยอีกด้วย  ตอนนี้ทางสายการบินกำลังมุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียนเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย และตั้ง ตั้งเป้าหมายให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ กว่า 1 ล้านคนมายังประเทศไทยในแต่ละปี

สำหรับโคราชหลายท่านอาจไปใช้บริการการบินแล้ว และอีกหลายท่านที่ยังไม่ได้ไปเราขอแนะนำการเดินทางที่สะดวกสบายนี้ สามารถตรวจสอบ ตารางการบินได้ที่ www.newgenairways.com สอบถามข้อมูลและจองตั๋วได้ที่ เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วเดอะมอลล์โคราช ชั้น 2 โซนใหม่,ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานภูเก็ต และ Call Center 02-838-8338

สามารถเข้าไปดูข้อมูลต่างๆของสายการบินได้ที่  www.ngairways.com/index.php 

ช่วงนี้มีโปรโมชั่นให้ตัดสินใจให้เลือกบินเที่ยวได้อย่างจุใจ มาดูกันมีอะไรบ้าง

  • โคราช – เชียงใหม่ เที่ยวละ 1,700 บาท จากปกติ 1,922.50 บาท (ราคานี้รวมภาษีแล้ว)
  • โคราช – ภูเก็ต เที่ยวละ 1,900 บาท จากปกติ 2,136 .50 บาท (ราคานี้รวมภาษีแล้ว)
  • บินยกก๊วน แถมฟรีที่นั่ง จอง 10 ที่นั่ง บินฟรี 1 ที่นั่ง / จอง 20 ที่นั่ง บินฟรี 3 ที่นั่ง / จอง 30 ที่นั่ง บินฟรี 5 ที่นั่ง

* หมายเหตุ:โปรโมชั่นทั้งหมดต้องทำการสำรองที่นั่งตั้งแต่วันที่ 12-15 ธันวาคม 2560 และเดินทางภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เท่านั้น


​​​​​​​​​​​​​​โคราชใกล้นิดเดียว! เปิดจอง (16 ธ.ค.2560)  ราคาเริ่มต้นที่ 499 บาท เริ่มเดินทาง 22 ธันวาคม 2560

  • เส้นทาง ดอนเมือง – โคราช , โคราช-ดอนเมือง
  • ทุกวันศุกร์ 05.30น. ถึง 06.25น.(ดอนเมือง – โคราช)
  • ทุกวันจันทร์ 19.00 น. ถึง 19.50น.(โคราช-ดอนเมือง)

* หมายเหตุ: บินทุกวันศุกร์และวันจันทร์ ยกเว้น วันศุกร์ที่ 29 ธ.ค. 2560 และ วันจันทร์ที่ 1 ม.ค. 2561 จะเปลี่ยนไฟล์ทบินเป็น วันพฤหัสบดีที่ 28 ธ.ค. 2560 และวันอังคารที่ 2 ม.ค. 2561 ราคาเริ่มต้นมีจำนวนจำกัดในแต่ละเที่ยวบิน ทางสายการบินขอสงวนสิทธิ์ ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า )

เป็นอย่างไรบ้างคะกับข้อมูลดีๆ ที่เรานำมาฝาก ทราบแบบนี้แล้ว เตรียมตัวบินกันเลยดีกว่า รีบๆกันหน่อยนะคะเดี๋ยวจะไม่ทันเที่ยวอากาศหนาว ว่าแล้วก็ขอตัวไปบินสบาย กับ NewGen Airways ก่อนนะ


ข้อมูล 
https://www.newgenairways.com/web/en/index.php
https://www.facebook.com/newgenairways/
https://www.ngairways.com/detailbanner-promon
https://www.ngairways.com/detailbanner-dmk-nak

สรุป 10 เทรนด์ที่นักการตลาดควรรู้ในปีนี้ แต่มีอิทธิพลในปี 2018

in Lifestyle by

10 สิ่งที่ต้องรู้ในปี 2017 และเป็นเทรนด์ต่อเนื่องไปถึงปี 2018 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างวุ่นวาย จะมีเรื่องราวอะไรบ้าง ต้องไปดูกัน

  1. Broken trust
ที่มาภาพ brandinside.asia

ความล่มสลายในการเชื่อมั่นอย่างใดอย่างหนึ่ง มองว่ายุคนี้มีกูรูเยอะเกินไป ไม่เชื่อกูรูหลายคน ต้องมีสำนักข่าวที่บอกความจริงแก่ผู้บริโภค และมีมุมมองต่อแบรนด์ว่าต้องมีจุดยืนในสังคม มีผลสำรวจบอกว่าผู้บริโภคในอเมริกาจะเลือกซื้อสินค้าของแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจน เช่น กรณีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีแบรนด์ที่ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าอยู่ฝั่งทรัมป์ หรือไม่อยู่ฝั่งทรัมป์ ผู้บริโภคก็ตัดสินใจชัดเจนในการเลือกซื้อสินค้าตามทัศนคติของตน

หรือเลือกแบรนด์ที่ทำให้สังคมดีขึ้น แบรนด์ต้องแสดงทัศนคติที่ชัดเจนให้คนคล้อยตาม เพราะฉะนั้นนักการตลาดต้องวางจุดยืนให้แบรนด์ ไม่ใช่ทำแต่ CSR แต่ต้องสร้างคุณค่าให้แบรนด์

  1. หมดยุค Storytelling แต่เป็น Story doing
ที่มาภาพ brandinside.asia

ในยุคนี้ทุกคนหันมาทำแคมเปญ Story telling กันหมด ทำการตลาด ทำคอนเทนต์ แต่การตลาดที่ดีต้องลงมือทำ ผู้บริโภคจะจดจำแบรนด์ที่ทำได้ดีกว่าแบรนด์ที่พูด จากผลสำรวจพบว่าแบรนด์ที่ทำ Story doing มีผลดีทั้งในแง่ของคุณค่า รายได้ และใช้งบลงทุนน้อยกว่า แต่มีการพูดถึงมากกว่า เช่น แบรนด์ Nike ที่ไม่พูดว่าให้ทุกคน Just do it แต่สนับสนุนให้คนลงมือทำ

  1. Psychology & Behavior
ที่มาภาพ brandinside.asia

จิตวิทยา และพฤติกรรมของผู้บริโภค ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีทางเลือกเยอะมากมาย ทำให้เกิดศาสตร์ Behavior Economic ที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้น เป็นเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มีผลสำรวจพบว่ามนุษย์ใช้เหตุผลในการตัดสินใจซื้อของเพียงแค่ 5% อีก 95% คืออารมณ์ล้วนๆ แล้วหาเหตุผลต่างๆ มาสนับสนุนเท่านั้น

ที่มาภาพ brandinside.asia

แบรนด์ต้องทำอย่างไรให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายขึ้น เพราะสมองไม่ชอบเลือกมากนัก และผู้บริโภคจะชอบสินค้าที่เป็น Personalize เกิดมาเพื่อฉัน ทำให้คนซื้อมากขึ้น เช่น โค้กทำแคมเปญพิมพ์ชื่อเล่นยอดนิยมบนฉลากโค้ก ช่วยกระตุ้นให้คนสนใจและซื้อมากขึ้น

  1. Brand as Experience
ที่มาภาพ brandinside.asia

ต่อไปนี้แบรนด์จะไม่เป็นแบรนด์ แต่จะเป็นประสบการณ์ที่ดี ผู้บริโภคยุคนี้ชอบในเรื่องประสบการณ์ที่ได้รับจากแบรนด์มากกว่า เช่น การต่อแถวซื้อไอโฟนในแต่ละปี การทานอาหารในโรงแรม หลายคนมองว่ายอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาในการสร้างประสบการณ์ของตนเอง ต้องมีการ Design thinking เข้าใจความรู้สึกผู้บริโภคว่าต้องการอะไร แล้วดูว่าแบรนด์สามารถไปตอบโจทย์ตรงไหนได้บ้าง เพื่อให้มีประสบการณ์ที่ดีขึ้น

  1. Brand Asset Data
ที่มาภาพ brandinside.asia

ตอนนี้ดาต้ากลายเป็นทรัพย์สินสำคัญของแบรนด์ แต่ก่อนมองว่าดาต้าเป็นน้ำมันที่คนยุคใหม่ต้องการขุดขึ้นมาให้มีมูลค่า แต่ตอนนี้ดาต้ากลายเป็นแผ่นดินใหม่ที่ปลูกอะไรต่อก็ได้

มีการพูดถึง Big data มาหลายปี แต่จริงๆ แล้วข้างใน Big data อาจจะใช้งานไม่ได้ ตอนนี้ต้องเป็น Smart data ที่นำข้อมูลมาใช้ได้เลย เอามาวางแผนเรื่องการเงิน การซื้อของๆ ผู้บริโภค เทเลคอม สุขภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่เทรนด์ Face data เริ่มมีบทบาทจากสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีสแกนใบหน้า ต่อไปจะเริ่มเก็บอารมณ์คนได้ เพราะฉะนั้นแบรนด์ต้องรู้จักการใช้ดาต้าให้มีประโยชน์ที่สุด

  1. Mobile จะหายไป
ที่มาภาพ brandinside.asia

การใช้มือถือจะหายไป แต่จะเป็นยุคของ AI คนจะปฏิสัมพันธ์กับ Chatbot มากขึ้น ได้เห็นพฤติกรรมวัยรุ่นนิยม
แชทผ่าน UI ใหม่ เช่น มีการอ่านนิยายผ่านแชท หรือการสั่งงานผ่านเสียง เป็นยุคที่เทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่หน้าจอ
แบรนด์ต้องเตรียมวิธีการสื่อสารให้ดีถ้าถึงในยุคที่ไม่มีจอ

  1. New Reality
ที่มาภาพ brandinside.asia

โลกใหม่ด้วยเทคโนโลยี AR/VR กล้องถ่ายรูปจะทำอะไรได้มากขึ้น สแกนทุกอย่างได้ เช่น Pinterest ตามหาภาพด้วยรูปที่ถ่าย หรือต่อไปจะมีแว่นมาแทนมือถือ กลายเป็นโลกใหม่ด้วยเทคโนโลยี มีอุปกรณ์ใหม่ๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ อย่าง Google กำลังทำคอนแทค เลนส์แล้วใส่ AR จะเห็นภาพคอมพิวเตอร์ในตา จะเห็นว่าแบรนด์เริ่มทำ AR เป็นของตัวเองมากขึ้น

  1. Autonomous Life
ที่มาภาพ brandinside.asia
ที่มาภาพ brandinside.asia

มนุษย์จะขี้เกียจมากขึ้นจะมีรถยนต์อัตโนมัติออกมา เพราะคนขี้เกียจขับรถ อุปกรณ์ในเรื่อง Voice search มีการใช้งานสูงขึ้น อย่าง Amazon จะเริ่มทำอุปกรณ์ Voice technology ที่มีจอภาพสามารถดู Youtube ได้ เพราะคนฝรั่งชอบทำอาหาร มักใช้อุปกรณ์นี้ในครัว

  1. แบรนด์ต้องมี Ecosystem
ที่มาภาพ brandinside.asia

Amazon ในอดีตขายแต่หนังสือ แต่ต่อมาก็สร้างร้านขายหนังสือขึ้นมา เพื่อสร้าง Ecosystem ในการดันสินค้าขึ้นมา ให้คนทั่วไปเห็นกระบวนการทำงานว่าเป็นอย่างไร หรืออย่างร้านแว่นตา Warby Partner เป็นร้านขายออนไลน์ ได้ทำร้านแว่นขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าได้ลองแว่นแล้วมาสั่งซื้อออนไลน์

ที่มาภาพ brandinside.asia

ส่วน Apple เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด มีการสร้างอุปกรณ์ทุกอย่างที่เชื่อมเข้าด้วยกัน อุปกรณ์เสริมก็ต้องใช้กับ Apple อย่างเดียวเท่านั้นถึงได้ประสบการณ์ที่ดี

  1. Rise of AI
ที่มาภาพ brandinside.asia

ในอนาคตจะมีหลายอาชีพที่จะหายไปเพราะ AI ได้เข้ามา เช่น Tele Marketing, คนทำบัญชี, พนักงานขาย, นักวิเคราะห์ หุ่นยนต์จะเข้ามาทำแทนหมด ในต่างประเทศเริ่มทำการวิเคราะห์จากใบหน้าคนแล้วว่ามีสีหน้าต้องการอะไรบ้าง AI สามารถคำนวนได้ทุกอย่าง หลายคนลงทุนใน AI เยอะ เข้ามาอยู่เบื้องหลังในการทำการตลาดทุกอย่าง นักการตลาดจะใช้แรงน้อยลง ใช้ AI มากขึ้น ถ้าแบรนด์ไม่มีอาจจะทำให้ทำตลาดกว่าคนอื่น แบรนด์ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตดีขึ้นได้บ้าง


ที่มาข้อมูล :https://brandinside.asia/10-trends-digital-marketing-2018/

Go to Top